หลายผู้ประกอบการ SME ยังเข้าใจว่า PDPA เป็นเรื่องของธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ในความเป็นจริง กฎหมายฉบับนี้บังคับใช้กับทุกธุรกิจที่มีการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลลูกค้า พนักงาน หรือแม้แต่ภาพจากกล้องวงจรปิด และในปี 2026 การบังคับใช้กฎหมายนี้เข้มงวดขึ้นอย่างชัดเจน
การบังคับใช้ที่เข้มงวดขึ้นในปี 2026
จากข้อมูลของคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ที่ผ่านมามีการออกคำสั่งปรับทางปกครองหลายกรณี รวมมูลค่ากว่า 21 ล้านบาท โดยกรณีที่มีค่าปรับสูงสุดรายเดียวสูงถึง 7 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า PDPC เปลี่ยนจากการ "ตักเตือน" มาสู่การ "บังคับใช้จริงจัง" แล้ว โดยสาเหตุหลักที่นำไปสู่การถูกปรับในหลายกรณี ได้แก่ มาตรการรักษาความปลอดภัยที่ไม่รัดกุม (เช่น รหัสผ่านอ่อนแอ ไม่มี Two-Factor Authentication) การไม่แจ้งเหตุละเมิดข้อมูลภายใน 72 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด การไม่มีเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) และการไม่มีข้อตกลงประมวลผลข้อมูลกับผู้ให้บริการภายนอก (Data Processing Agreement)
นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 ยังมีการบังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) ซึ่งกำหนดโทษทางอาญาสำหรับการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ โดยกรณีทั่วไปมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท ส่วนกรณีซื้อขายข้อมูลเพื่อการค้า มีโทษจำคุกสูงสุด 5 ปี ปรับสูงสุด 500,000 บาท ซึ่งเป็นโทษที่แยกต่างหากจากค่าปรับทางปกครองขององค์กร
สิ่งที่ SME ควรตรวจสอบและดำเนินการ
- สำรวจว่าองค์กรเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอะไรบ้าง ทั้งข้อมูลลูกค้า พนักงาน คู่ค้า และภาพจากกล้องวงจรปิด พร้อมระบุวัตถุประสงค์การใช้งานให้ชัดเจน
- ตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยพื้นฐาน เช่น การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม การเปิดใช้ Two-Factor Authentication และการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องใช้
- จัดทำแผนรับมือเหตุละเมิดข้อมูล ให้สามารถแจ้ง PDPC ได้ภายใน 72 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด หากตรวจพบว่ามีความเสี่ยงสูงต่อสิทธิของเจ้าของข้อมูล
- จัดทำข้อตกลงกับผู้ให้บริการภายนอก (Data Processing Agreement) โดยเฉพาะผู้ให้บริการ Cloud หรือระบบที่เข้าถึงข้อมูลลูกค้าของธุรกิจ
- พิจารณาแต่งตั้งผู้รับผิดชอบด้านการคุ้มครองข้อมูล แม้ธุรกิจขนาดเล็กอาจไม่จำเป็นต้องมี DPO เต็มเวลา แต่ควรมีผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนในการดูแลเรื่องนี้
PDPA ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่คือเรื่องความปลอดภัยไซเบอร์
ในทางปฏิบัติ รากฐานของการปฏิบัติตาม PDPA คือการมีระบบความปลอดภัยไซเบอร์ที่ดี ทั้ง Firewall ที่ป้องกันการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ระบบสำรองข้อมูลที่ทดสอบได้จริง และการตรวจสอบช่องโหว่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจควรลงทุนอยู่แล้วไม่ว่าจะมีกฎหมาย PDPA หรือไม่ก็ตาม
HTI ให้บริการที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยไซเบอร์และการตรวจสอบระบบ (Security Assessment) ที่ช่วยสนับสนุนการปฏิบัติตาม PDPA ของธุรกิจ SME ควบคู่กับการวางระบบ Firewall และเครือข่ายที่ปลอดภัย
บทความนี้ให้ข้อมูลเบื้องต้นเพื่อความเข้าใจทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางกฎหมาย ธุรกิจควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเพื่อการปฏิบัติตาม PDPA อย่างถูกต้องครบถ้วน