หลายธุรกิจเข้าใจว่าการติดตั้ง Antivirus หรือ Firewall ก็เพียงพอต่อการป้องกันความเสียหายด้านไอทีแล้ว แต่ในความเป็นจริง เครื่องมือเหล่านี้ทำหน้าที่ "ป้องกัน" ไม่ให้เกิดปัญหา ขณะที่คำถามสำคัญกว่าคือ "หากเกิดปัญหาขึ้นแล้วจริงๆ ธุรกิจจะกู้คืนข้อมูลและระบบกลับมาได้เร็วแค่ไหน" ซึ่งเป็นหน้าที่ของแผน Backup และ Disaster Recovery (DR)
เหตุการณ์ที่ทำให้ข้อมูลธุรกิจหายได้ มีมากกว่าที่คิด
ไม่ใช่แค่ Ransomware หรือการโจมตีทางไซเบอร์เท่านั้นที่ทำให้ข้อมูลสูญหาย แต่ยังรวมถึง Hard Disk เสียตามอายุการใช้งาน ไฟไหม้หรือน้ำท่วมในพื้นที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ความผิดพลาดของพนักงานที่ลบไฟล์สำคัญโดยไม่ตั้งใจ หรือแม้แต่ไฟฟ้าดับกะทันหันจนระบบไฟล์เสียหาย เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกวันกับธุรกิจทุกขนาด
สองตัวชี้วัดที่ทุกธุรกิจควรรู้จัก: RTO และ RPO
- RPO (Recovery Point Objective) คือ ธุรกิจยอมรับได้ที่จะสูญเสียข้อมูลย้อนหลังไปนานสุดกี่ชั่วโมง หากมีการสำรองข้อมูลทุก 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าหากระบบล่ม อาจสูญเสียข้อมูลของวันนั้นทั้งหมด
- RTO (Recovery Time Objective) คือ ธุรกิจสามารถทนรอให้ระบบกลับมาทำงานได้ภายในกี่ชั่วโมง โดยไม่กระทบการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง
การกำหนดค่า RTO และ RPO ที่เหมาะสมกับแต่ละระบบงาน เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบแผน Backup ที่ตอบโจทย์ธุรกิจจริง ไม่ใช่การสำรองข้อมูลแบบเดียวกันทุกระบบโดยไม่แยกความสำคัญ
หลักการสำรองข้อมูลที่ควรยึดถือ: กฎ 3-2-1
แนวทางที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือกฎ 3-2-1 ได้แก่ มีข้อมูลอย่างน้อย 3 ชุด เก็บใน 2 สื่อบันทึกข้อมูลที่ต่างกัน และมี 1 ชุดที่เก็บไว้นอกสถานที่ (Off-site) หรือบน Cloud เพื่อป้องกันกรณีเกิดเหตุร้ายแรงในสถานที่ตั้งหลัก เช่น ไฟไหม้หรือน้ำท่วม ที่อาจทำลายทั้งเซิร์ฟเวอร์หลักและอุปกรณ์สำรองข้อมูลไปพร้อมกันหากเก็บไว้ที่เดียวกัน
อย่าลืมทดสอบการกู้คืนจริง
จุดที่ธุรกิจจำนวนมากพลาดคือ มีการสำรองข้อมูลไว้ แต่ไม่เคยทดสอบกู้คืนจริงเลย จนกระทั่งถึงวันที่ต้องใช้งานจริงจึงพบว่าไฟล์สำรองเสียหายหรือกู้คืนไม่ได้ การทดสอบ Restore เป็นระยะจึงสำคัญไม่แพ้การสำรองข้อมูลเอง
HTI ให้บริการออกแบบแผน Backup และ Disaster Recovery ที่เหมาะกับความสำคัญของแต่ละระบบงาน พร้อมประสบการณ์ตรงจากงาน Incident Response และ Forensic Analysis ให้กับลูกค้าองค์กร ทำให้เข้าใจความเสี่ยงจริงที่ธุรกิจไทยเผชิญอยู่ในปัจจุบัน